เช้าวันนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,116.88 จุด เพิ่มขึ้น 24.92 จุด หรือ 2.28%

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย 27 มี.ค. 63 12:31 น. มีมูลค่าการซื้อขาย 34,971.05 ล้านบาท. หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่

1.GULF ปิดที่ 152.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,644.33 ลบ.
2.CPALL ปิดที่ 60.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,190.75 ลบ.
3.BAM ปิดที่ 18.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,006.09 ลบ.
4.PTT ปิดที่ 30.75 บาท ลดลง -0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,620.27 ลบ.
5.SCB ปิดที่ 67.25 บาท เพิ่มขึ้น 3.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,448.59 ลบ.

ดัชนี SET100 ปิดที่ 1,641.36 จุด เพิ่มขึ้น 37.65 จุด หรือ 2.35%
ดัชนี SET50 ปิดที่ 754.44 จุด เพิ่มขึ้น 16.86 จุด หรือ 2.29%
ดัชนีตลาด mai ปิดที่ 216.34 จุด เพิ่มขึ้น 2.27 จุด หรือ 1.06%

แหล่งที่มา efinancethai

IMF เผยสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

 

IMFเผยสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC)  มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ต้องออกแบบให้ดีและเหมาะสมกับสถานการณ์ในประเทศของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน และผลกระทบด้านชื่อเสียงของธนาคารกลาง แนะจับมือเอกชนออก “sCBDC” หนุนมูลค่าด้วยเงินสำรองของธนาคารกลาง

Tao Zhang รองกรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)ได้กล่าวคำปรา
ศรัย เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC)ในการประชุมเรื่อง “การค้าและการเงินโลกาภิวัฒน์ของจีน”จัดโดย London School of Economics โดยได้กล่าวถึงประโยชน์และ

ความเสี่ยงของ CBDC พร้อมระบุว่าแม้มีข้อดีอยู่มาก แต่ก็จะต้องออกแบบให้ดี และเหมาะสมกับสถานการณ์ในประเทศของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน และผลกระทบด้านชื่อเสียงของธนาคารกลาง

*เขายังเสนอให้ธนาคารกลางจับมือกับภาคเอกชนออก a synthetic version of CBDC หรือ sCBDC

*ประโยชน์ของ CBDC มีหลายประการ ได้แก่ การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชำระเงิน , ยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงิน , เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบการชำระเงินและเพิ่มการแข่งขันในภาคธุรกิจ, ส่งเสริมนโยบายการเงิน และเพื่อโต้ตอบสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ ของเอกชน

*ด้านความเสี่ยง เช่น อาจทำให้ประชาชนย้ายเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์มาถือ CBDC, ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานในภาวะวิกฤต และความเสี่ยงด้านเครดิต

เขากล่าวว่า CBDC อาจมีต้นทุนสูงมากสำหรับธนาคารกลาง เพราะการเสนอ CBDC เต็มรูปแบบ ธนาคารกลางจะต้องดำเนินงานในหลายขั้นตอนของห่วงโซ่การชำระเงิน อาจรวมถึงการเชื่อมต่อกับลูกค้า การสร้างวอลเล็ต การเลือกและการบำรุงรักษาเทคโนโลยีการตรวจสอบธุรกรรม

และรับผิดชอบต่อปัญหา AML/CFT การไม่สามารถปฏิบัติตามหน้าที่เหล่านี้ได้ เนื่องจากความบกพร่องทางเทคโนโลยี การถูกโจมตีทางไซเบอร์ หรือจากความผิดพลาดของมนุษย์ อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของธนาคารกลาง

ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก กำลังพิจารณาวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ในสถานการณ์ของประเทศตนเอง ในบรรดาทางเลือกทั้งหมด วิธีหนึ่งที่เป็นไปได้สำหรับธนาคารกลาง คือ การเป็นพันธมิตรกับภาคเอกชนเพื่อนำเสนอ a synthetic version of CBDC (sCBDC) โดยการที่ภาคเอกชนเป็นผู้ออกเหรียญ และจะหนุนมูลค่าด้วยเงินสำรองของธนาคารกลาง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลาง

sCBDC ยังมีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับการที่ภาคเอกชนสร้าง Stablecoins และได้พยายามลดความผันผวนของราคาด้วยสินทรัพย์หนุนหลัง (รวมถึงสกุลเงินที่ใช้ทั่วโลก) หรือโดยการจัดการ

อุปทานโดยใช้อัลกอริทึม แต่การที่ sCBDC ได้รับการสนับสนุนจากเงินทุนสำรองของธนาคารกลาง และดูแลโดยตรงโดยธนาคารกลาง sCBDC จึงอาจจะปลอดภัยมากกว่า Stablecoins ทั่วไป

แหล่งที่มา efinancethai

พยุงหุ้น -แจกเงินพร้อมเพย์ฟื้นศก. คลัง ช่วยพยุง LTF

 

“กระทรวงการคลัง” เตรียมฟื้นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ผ่านการปรับเกณฑ์ของกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) หวังช่วยพยุงดัชนีหุ้นไทยที่ปรับลดลงต่อเนื่อง พร้อมออกชุดมาตรการเยียวยาผู้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทั้งการแจกเงิน-ออกมาตรการภาษี ชงเข้า ครม.เศรษฐกิจ 6 มี.ค.นี้ ด้าน “ก.ล.ต.” ไฟเขียวจัดตั้ง 17 กองทุน SSF

*** คลังเล็งปรับเกณฑ์กองทุน SSF พยุงหุ้น
นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการ-คลังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ วันที่ 6 มี.ค.นี้ ออกมีมาตรการช่วยเหลือตลาดทุน ที่ได้รับลผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 โดยขณะนี้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กรมสรรพากร และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) พิจารณาการปรับเกณฑ์กองทุนรวมเพื่อการออม (SFF) ให้เหมือนกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ได้ยกเลิกไปแล้ว เพื่อช่วยประคองตลาดทุนในภาวะที่ดัชนีปรับตัวลดลงมาก

ส่วนจะขยายวงเงินลงทุนของ SSF จาก 2 แสนบาท เป็น 5 แสนบาท และลดระยะยเวลาการถือครอง จาก 10 ปี เป็น 7 รอบบัญชีเหมือนเดิมหรือไม่ อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ยืนยันมาตรการนี้จะเป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น

*** แจกเงินเยียวยาผลกระทบไวรัส
นอกจากนี้กระทรวงการ-คลังจะเสนอ ครม.เศรษฐกิจ พิจารณาชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและและเยียวยาผลกระทบ COVID-19 ชุดที่ 1 คาดว่าจะมีวงเงินมากกว่า 1 แสนล้านบาท ประกอบด้วย

การแจกเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ให้ประชนผู้มีรายได้น้อย มนุษย์เงินเดือน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเกษตรกร อยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินที่เหมาะสมระหว่าง 1,000-2,000 บาท/คน และจะแจกครั้งเดียวหรือทยอยเป็นรายเดือน เนื่องจากต้องการให้มีผลทันทีในช่วง 3-4 เดือน

โดยผู้ที่ร่วมโครงการจะต้องมีการลงทะเบียนก่อน และ เมื่อได้รับโอนเงินสามารถกดเป็นเงินสดไปใช้ได้ทันที เพื่อให้เกิดความง่ายในการใช้จ่าย คาดว่ามีผู้รับประโยชน์มากกว่า 14 ล้านคน

*** ออกมาตรการภาษี-สินเชื่อช่วยผู้ประกอบการ
นอกจากนี้กระทรวงการ-คลัง จะมีมาตรการภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการให้สามารถจ้างงานลูกจ้างต่อไป โดยให้นำค่าใช้จ่ายจากการจ้างงานมาหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 1 เท่า และกรมสรรพากรจะออกประกาศให้ผู้ประกอบการจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายลดลง เพื่อให้มีสภาพคล่องมากขึ้น รวมทั้งจะมีการตั้งกองทุนเพื่อให้เงินสนับสนุนให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนให้ พนักงานที่ต้องหยุดทำงานชั่วคราว

และยังมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งผู้ประกอบการภาคธุรกิจทั่วไปและภาคท่องเที่ยวทุกกลุ่ม โดยให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมาก (ซอฟท์โลน) เพื่อไปเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการผ่อนปรนการสำรองหนี้ของธนาคารพาณิชย์เพื่อให้สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น

“ผมได้เน้นกับปลัดกระทรวงการ-คลังแล้วว่ามาตรการทั้งหมดเมื่อผ่าน ครม.เศรษฐกิจ และ ครม.ในสัปดาห์หน้า จะต้องมีผลในทางปฏิบัติทันที ซึ่งมาตรการนี้จะมีผล 3-4 เดือนไปจนถึงเดือน มิ.ย.-ก.ค. ส่วนผลกระทบมาตรการไวรัสโคโรนาจะไปจบเมื่อไหร่ เราไม่สามารถตอบได้ เราจึงออกมาตรการดูแลชุดที่ 1 ซึ่งหมายความว่ามีความพร้อมจะออกมาตรการชุดที่ 2 และ 3 ทันทีหากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น”นายอุตตม กล่าว

*** โยน ธปท.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยเร่งด่วนหรือไม่
นายอุตตม กล่าวถึงกรณีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประชุมฉุกเฉินและปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ว่า เป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน ในส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นอำนาจของ ธปท.จะตัดสินใจว่าจะปรับลดดอกเบี้ยเร่งด่วนเช่นเดียวกันหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาทั้งธปท.และกระทรวงการ-คลังก็ได้หารือกันอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้การที่คลังเตรียมออกมาตรการลดผลกระทบไวรัส ได้หารือร่วมกับ ธปท. ด้วยเพื่อให้เห็นภาพรวมชุดมาตรการทั้งหมด และแนวทางดำเนินมาตรการ ะเพื่อให้ ธปท.ไปพิจารณาว่าจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างไรต่อไป ก่อนที่จะมีการประชุมคณะ กรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 25 มี.ค.นี้

*** ก.ล.ต.ไฟเขียว 17 กองทุน SSF
นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้ออกเกณฑ์รองรับการจัดตั้ง SSF เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 และเพื่ออำนวยความสะดวกให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สามารถเสนอขายกองทุนดังกล่าวให้ผู้ลงทุนที่สนใจได้อย่างรวดเร็ว ก.ล.ต. จึงได้เปิดให้มีการอนุมัติการจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) แบบอัตโนมัติ (auto-approval) สำหรับ SSF ที่ไม่ได้มีลักษณะซับซ้อน ซึ่งปัจจุบัน ณ วันที่ 4 มีนาคม 2563 ก.ล.ต. ได้อนุมัติ SSF ไปแล้ว 17 กองทุน

ทั้งนี้ หลังจากที่กฎกระทรวงว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SSF และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ในรายละเอียด ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามลำดับแล้ว ในส่วนของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จะเตรียมจัดทำประกาศเกี่ยวกับระบบในการขายคืนหน่วยลงทุนเพื่อขอความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. ในลำดับถัดไป เพื่อให้ บลจ. มีระบบงานที่เป็นมาตรฐานและสอดคล้องกับเงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

สำหรับผู้ลงทุนสามารถลงทุนใน SSF โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมินและไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ประกันบำนาญและกองทุนเกษียณอื่น ๆ สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท นอกจากนี้ ไม่ได้กำหนดให้ต้องลงทุนทุกปีแต่อย่างใด อีกทั้ง SSF มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายทั้งตราสารทุน ตราสารหนี้ และทรัพย์สินทางเลือก จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เริ่มต้นวัยทำงานและประชาชนทั่วไปที่ต้องการเริ่มสะสมเงินเพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว โดยสามารถเลือกลงทุนในนโยบายการลงทุนต่าง ๆ ได้ตามระดับความเสี่ยงที่ตนยอมรับได้

แหล่งที่มา efinancethai

BAM ได้มอบเงิน 15 ล้านบาทให้ทางโรงพยาบาลรัฐ 7 แห่ง

นายสมพร มูลศรีแก้ว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด

(มหาชน) หรือ BAM จัดโครงการงานวิ่งเพื่อการกุศล “BAM Run Thailand Wake Up วิ่งปลุก

พลังคนไทย สร้างกำลังใจให้ทุกชีวิต” นำรายได้จากค่าสมัคร จำนวน 1,205,415 บาท พร้อม

ร่วมสมทบทุนอีก 15 ล้านบาท เพื่อจัดสร้างและซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลรัฐ

7 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ขอนแก่น โรงพยาบาล

มหาราชนครเชียงใหม่ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ รวมทั้งวัดพระบาทน้ำพุอีกด้วย

แหล่งที่มา mgronline

BCP ร่วมขายแอลกอฮอล์ เพื่อผลิตเจล ชะลอไวรัสระบาด !!

 

BCP  ส่ง ‘บีบีจีไอ’ ร่วมบรรเทา COVID-19 พร้อมจำหน่ายแอลกอฮอล์ สำหรับผลิตเจล-ผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดเพื่อใช้ทางการแพทย์

นายพงษ์ชัย ชัยจิรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มบางจากฯ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และบริษัท น้ำตาลขอนแก่นจำกัด (มหาชน) หรือ KSL เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงพลังงานและกรมสรรพสามิตมีมติปลดล็อกเอทานอล สำหรับนำไปผลิตเจล-แอลกอฮอล์ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เพื่อใช้ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนในการป้องกันและชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าหรือ COVID-19 เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้และสามารถบริการแก่ภาคประชาชนได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้บีบีจีไอ ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพ สามารถผลิตเอทานอลในเกรดอุตสาหกรรมได้ พร้อมจำหน่ายแก่โรงงานผู้ประกอบการที่มีความต้องการ โดยโรงงานเอทานอลในกลุ่ม ได้แก่ บริษัทบางจาก ไบโอเอทานอล (ฉะเชิงเทรา) จำกัด และบริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ติดตั้งระบบผสมและจ่ายเอทานอล พร้อมทดสอบประสิทธิภาพของระบบ ซึ่งเริ่มจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่17 มีนาคม 2563 สำหรับนำไปทาเจลล้างมือ แอลกอฮอล์หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค ตามที่กรมสรรพสามิตอนุญาตในช่วงระยะเวลา 6 เดือนถึงวันที่ 30 กันยายน 2563

โดยผู้ประกอบการที่มีความประสงค์สั่งซื้อ สามารถดูข้อกำหนดและขั้นตอนการสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของบีบีจีไอ www.bbgigroup.com โดยก่อนหน้านี้ บีบีจีไอ ร่วมกับกลุ่มบริษัท บางจากฯ ได้ส่งมอบ
เจลสำหรับทำความสะอาดมือ จำนวน 30,000 ขวด ขนาด 50 มิลลิลิตร ที่มีส่วนผสมของเอทานอลและกลีเซอรีนจากกระบวนการผลิตของบริษัทผ่านกระทรวงพลังงาน เพื่อนำไปแจกให้กับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ เพื่อบรรเทาสถานการณ์

อนึ่ง กระทรวงพลังงานและกรมสรรพสามิต ได้ประมาณการปริมาณเอทานอลส่วนเกินที่นอกเหนือจากภาคพลังงานไว้ที่ประมาณ 1 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะสามารถนำไปผลิตเจล-แอลกอฮอล์ทำความสะอาดในทางการแพทย์เพื่อบริจาคหรือเพื่อจำหน่าย โดยที่ไม่เกิดผลกระทบต่อเอทานอลในส่วนที่นำมาใช้ในภาคพลังงาน รวมทั้งจะติดตามสต็อกเอทานอล เพื่อให้เกิดสมดุลภายในประเทศด้วย

แหล่งที่มา efinancethai

หุ้นร่วงแรง 82.83 จุด กังวลผลกระทบไวรัสโควิด-19 หนัก

 

” หุ้นร่วงแรง  ” 82.83 จุด หุ้นไทย ปิดทิศทางเดียวกับต่างประเทศ กังวลผลกระทบไวรัสโควิดหนัก หลังเฟดอัดยาแรงลด ดบ.ฉุกเฉิน หวั่นไทยเข้าสู่เฟส 3 ซึ่งจะมีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ทยอยลดพอร์ตลงทุน โดยเฉพาะหุ้นที่เชื่อมโยงกับไวรัสโควิด-19 อย่างหุ้น AOT และหุ้นบิ๊กแคป ต่างปรับตัวลงกันทั่วหน้า แนวโน้มวันพรุ่งนี้ คาดตลาดยังมีโอกาสที่จะปรับตัวลงได้อีกถ้ายังไม่มีปัจจัยบวกเข้ามาหนุน

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียต่างติดลบกัน จากความกังวลการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยแบบฉุกเฉินอีกครั้ง ซึ่งเป็นการปรับลดเร็วมาก ทำให้คนกลัวกันถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และราคาน้ำมันก็ยังคงปรับตัวลงหลังจากที่ซาอุดีอาระเบียได้ทำสงครามน้ำมันกับรัสเซีย รวมถึงยังเผชิญต่อการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ด้วย

ส่วนบ้านเราคนก็ระแวงว่าไทยจะเข้าสู่ระยะ 3 ในการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะมีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ทยอยลดพอร์ตลงทุน โดยเฉพาะหุ้นที่เชื่อมโยงกับไวรัสโควิด-19 อย่างหุ้น AOT และหุ้นบิ๊กแคป ต่างปรับตัวลงกันทั่วหน้า อย่างไรก็ดี หุ้นยังไม่ได้ทำ New low จึงบอกไม่ได้ว่าตลาดจะแย่

ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,046.08 จุด ลดลง 82.83 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -7.34% มูลค่าการซื้อขาย 68,179.26 ล้านบาท ด้านประเภทนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 1,946.58 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,460.32 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 5,425.08 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 4,938.82 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (17 มี.ค.) นายมงคล กล่าวว่า ตลาดยังมีโอกาสที่จะปรับตัวลงได้อีกถ้ายังไม่มีปัจจัยบวกเข้ามาหนุน ซึ่งเวลานี้คนยังไม่มีความมั่นใจแม้ว่าหลายประเทศจะใช้วิธีการออกมาตรการเหมือนอย่างช่วงวิกฤตซับไพรม์ที่เป็นปัญหาวิกฤตทางการเงิน แต่กรณีนี้เป็นเรื่องของโรคระบาด ดังนั้น การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปจะชดเชยอย่างไรกับความเสียหายจริงที่เกิดขึ้นในตอนนี้ พร้อมให้แนวรับ 969-950 จุด ส่วนแนวต้าน 1,100 จุด

แหล่งที่มา mgronline

ตลาดหุ้นเอเชียผันผวน หลังเฟดหั่นดอกเบี้ยเหลือ 0%

 

ตลาดหุ้นเอเชีย เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวกและลบในเช้าวันนี้ หลังจากที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สร้างความประหลาดใจต่อตลาดด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.00% ในการประชุมฉุกเฉินเมื่อวานนี้ตามเวลาสหรัฐ และมีการประกาศผลการประชุมในเวลาราว 04.00 น.ของวันนี้ (16 มี.ค.) ตามเวลาไทย เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 17,586.08 จุด เพิ่มขึ้น 155.03 จุด, +0.89% ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 2,897.30 จุด เพิ่มขึ้น 9.87 จุด, +0.34% ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 23,317.81 จุด ลดลง 715.10 จุด, -2.98% ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันเปิดวันนี้ที่ 10,069.42 จุด ลดลง 59.45 จุด, -0.59% ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 1,805.43 จุด เพิ่มขึ้น 33.99 จุด, +1.92% ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดวันนี้ที่ 2,557.80 จุด ลดลง 76.20 จุด, -2.89% ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียเปิดวันนี้ที่ 1,319.37 จุด ลดลง 25.38 จุด, -1.89% ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เปิดวันนี้ที่ 5,506.96 จุด ลดลง 286.98 จุด, -4.95%

ทั้งนี้ เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 1.00% จากระดับ 1.00-1.25% สู่ระดับ 0.00-0.25%

เฟดระบุว่า เฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวจนกว่าเฟดมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำให้การจ้างงานเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพของราคา

นอกจากนี้ เฟดยังได้ประกาศซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับธนาคารพาณิชย์ลง 1.25% สู่ระดับ 0.25% และขยายอายุเงินกู้เป็นเวลา 90 วัน

เฟดยังได้ปรับลดอัตราการกันสำรองของธนาคารจำนวนหลายพันแห่งสู่ระดับ 0%

นอกจากนี้ เฟดยังได้ประกาศความร่วมมือกับธนาคารกลางระดับโลก เช่น ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางแคนาดา ธนาคารกลางญี่ปุ่น และธนาคารกลางสวิส ในการเพิ่มสภาพคล่องของดอลลาร์ทั่วโลกผ่านทางข้อตกลงสว็อประหว่างธนาคารกลางดังกล่าว

แหล่งที่มา mgronline

TISCO ปันผลทะลุ 10% !!

“ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป” วงการยกให้เป็นหุ้นที่ปลอดภัย ให้ปันผลดี สำรวจล่าสุดยีลด์สูงระดับ 10% ปันผลหุ้นละ 7.75 บาท ขึ้น XD 27 เม.ย.นี้
ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดหุ้นที่ย่ำแย่ทั่วโลก หุ้นห่านทองคำอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะอย่างน้อยเรายังมีปันผลชโลมใจ

เราได้เห็นหุ้นหลายตัวราคาปรับลงทำให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (ยีลด์) ปรับเพิ่มขึ้น เพราะยิ่งราคาปรับลงเท่าไหร่ อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนจะยิ่งสูง ซึ่งหากเราหาหุ้นในตลาดช่วงนี้ยีลด์ 10% ขึ้นไปแทบจะไม่ใช่เรื่องยาก

*แต่ที่ยากกว่าคือ ณ สถานการณ์ปัจจุบัน เรามีเงินสดพร้อมที่จะเข้าไปเก็บหุ้นเหล่านั้นหรือไม่?!

บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เป็นหุ้นในกลุ่มธนาคารที่ให้ยีลด์เด่น โดย ณ ราคาปัจจุบันยีลด์สูงราว 10% หลังร่วงจากราว 100 กว่าบาท/หุ้น ช่วงต้นปี ลงมาประมาณ 70 กว่าบาท/หุ้น ในตอนนี้

บริษัทประกาศปันผลงวดปี 2562 หุ้นละ 7.75 บาท สูงสุดตลอดกาล โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือผู้ที่ซื้อหุ้นไม่มีสิทธิ์ได้เงินปันผลในวันที่ 27 เมษายน 2563 นั่นหมายความว่าหากนักลงทุนต้องการที่จะได้เงินปันผล สามารถทยอยเข้าซื้อหุ้นได้ ไปจนถึงวันสุดท้ายคือวันที่ 26 เมษายน 2563 และบริษัทจะจ่ายปันผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563

TISCO เป็นบริษัทโฮลดิ้ง คือถือหุ้นในบริษัทอื่น โดยรายได้ของบริษัทจึงมาจากการลงทุนใน 2 ธุรกิจหลักคือ ธุรกิจธนาคาร (ธนาคารทิสโก้) และธุรกิจหลักทรัพย์ (บล.ทิสโก้/บลจ.ทิสโก้) โดยในส่วนของธุรกิจธนาคาร มีพอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อรายย่อย ประเภทสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์

TISCO ให้ยีลด์สูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มแบงก์รองจาก TCAP กับ KKP ที่ 18.36% และ 10.30% ตามลำดับ แต่ในแง่ของ ROE 4 ไตรมาสล่าสุดพบว่า TISCO สูงเป็นอันดับ 1

นอกจากนี้ ยังพบว่า TISCO ชนะเลิศด้านผลตอบแทน โดยให้ส่วนต่างราคาทั้งในช่วง 3 ปี 5 ปี และ 8 ปี โดยราคาปรับเพิ่มขึ้น 19.08% ,68.65% และ 103.92% ตามลำดับ ในขณะที่เพื่อนๆ ในกลุ่มธนาคารบางตัว ให้ผลตอบแทนติดลบเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกัน

สอดคล้องกับกำไรของ TISCO ที่ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องทุกปี โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา(2560-2562) TISCO มีกำไรสุทธิ 6.09 พันล้านบาท (+21.66%), 7.01 พันล้านบาท (+15.20%) และ 7.27 พันล้านบาท (+3.63%) ตามลำดับ

*สำรวจปัจจัยเชิงพื้นฐานพบว่า มุมมองนักวิเคราะห์มองบวกต่อผลประกอบการของ TISCO ในอนาคต และให้ราคาเป้าหมาย 100 กว่าบาท

บล.ยูโอบีเคย์เฮียน ประเมินราคาพื้นฐาน TISCO ที่ 118.00 บาท โดยเชื่อว่า TISCO น่าจะมีกำไรที่เติบโตได้ ประมาณ 3-4% ต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า จากการขยายตัวของ NIM และการตั้งสำรองที่น้อยลง และด้วยฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง TISCO ก็น่าจะสามารถรักษาระดับเงินปันผลที่ 7.1-7.6 บาท ได้ซึ่งคิดเป็นเงินปันผลมากกว่า 7% ปรับคำแนะนำเพิ่มเป็น “ซื้อ”

บล.บัวหลวง ยกให้ TISCO เป็น Top Pick หุ้นปลอดภัยและปันผลดี

บล.เคจีไอ ระบุว่า ราคาหุ้นแบงก์ปัจจุบันนับว่าถูกมากเกือบเท่าช่วงวิกฤติปี 2540 แล้ว และได้อัพเดตแนวโน้มกลุ่มธนาคาร โดยปรับลดประมาณการกำไรของกลุ่มธนาคารในปี 2563/64 ลงปีละ 19% หลังจากปรับประมาณการแล้วทำให้อัตราการเติบโตของกำไรกลุ่มธนาคารปี 2563/2564 อยู่ที่ -23%/+3% โดยคาด TISCO กำไรจะลดลง 14%

*สรุป ในยามยากที่ไม่รู้ว่าวิกฤตโควิด-19 จะจบลงเมื่อไหร่ การหาที่พักเงิน ที่พักใจอาจเป็นทางออกและหุ้นปันผลเด่นอาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับผู้ที่มีเงินสดบวกกับความกล้า ท่ามกลางความกลัวของคนส่วนใหญ่ ในตอนนี้

แหล่งที่มา efinancethai

GPSC ราคาหารสอง…ได้เวลาตุนรอวิกฤติคลี่คลายหรือยัง?

 

” ถล่มตลาดหุ้น ” GPSC ยังคงดิ่งลงต่อเนื่อง! วันทำการล่าสุดติดลบหนักกว่าตลาด ผวาโควิด-19 ถล่มตลาดหุ้น และรัฐประกาศตรึงค่าไฟฟ้า แต่ส่องพื้นฐานในกรณีที่สถานการณ์คลี่คลาย GPSC ยังเป็นหุ้นที่นักลงทุน และควรมีไว้ติดพอร์ตหรือไม่?

วันทำการล่าสุด(12มี.ค.63) ราคาหุ้น บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ดิ่งแรงแซงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ(SET Index) โดยระหว่างวันลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 48.50 บาท ก่อนมาปิดตลาดที่ 50.25 บาท ลดลง 7 บาท หรือ -12.23% มากกว่า SET Index ที่ลดลง -10.80%

ก่อนอื่นสำรวจราคาหุ้น GPSC พบว่าราคาหุ้นเริ่มไหลเป็นขาลงมาตั้งแต่ขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 98.25 บาท(P/E 77.7 เท่า) เมื่อ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหากคำนวณด้วยราคาปิดวันนี้ที่ 50.25 บาท(P/E 34.89 เท่า)จะเท่ากับว่าราคาหุ้นปรับลดลงแล้วถึง -48.85% ภายในเวลาเพียง 1 เดือนครึ่งเท่านั้น

*** ปัจจัยลบที่ครอบงำหุ้น GPSC มีอะไรบ้าง และร้ายแรงแค่ไหนกัน?

GPSC เป็นหนึ่งในหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงแซงหุ้นอื่นในหลายๆกลุ่ม ซึ่งจากการสำรวจสาเหตุพบว่ามีประเด็นลบที่ครอบงำราคาหุ้น นอกจากการปรับลงตามความกังวลโควิด-19 ของตลาดอยู่ดังนี้

ประเด็นแรก “การตรึงค่าไฟ” : เมื่อวันที่ 10 มี.ค.63 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าโดยให้ตรึงค่าเอฟทีต่อไปในเดือนพ.ค.63 ลดลง 11.60 สตางค์ต่อหน่วยจากค่าไฟฟ้าพื้นฐาน และลดค่าในอัตรา 3% ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทเป็นระยะเวลา 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย.63)

ผลกระทบ : GPSC ระบุว่าจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ส่งผลโดยตรงกับราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นต้นทุนหลักปรับลดลง ด้านบล.บัวหลวง ระบุว่า การปรับลดค่าไฟฟ้าจะถูกทดแทนจากต้นทุนก๊าซที่ปรับตัวลงเช่นเดียวกันในครึ่งหลังของปีนี้ โดยปรับลดประมาณการกำไรของ GPSC ลง 17% ขณะที่กรณีแย่สุดราคาก๊าซไม่ปรับลดด้วย จะกระทบกำไรเป็นราว 20% แทน

ประเด็นสอง “ภัยแล้ง” : บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุ จากข้อมูลของ EASTW ล่าสุด อ่างเก็บน้ำ 3 แห่งในจ. ระยอง (ดอกกราย, หนองปลาไหล, และคลองใหญ่) มีน้ำอยู่เพียง 68 ล้านลบ.ม. (24% ของความจุ) ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับเตือนขาดแคลนน้ำรุนแรง โดยมีปริมาณน้ำใช้การที่ 48 ล้านลบ.ม. ขณะที่มีปริมาณน้ำไหลออก 4 ล้านลบ.ม./สัปดาห์ (เท่ากับว่าหากไม่มีน้ำใหม่มาเติม จะไม่มีน้ำใช้เพียงพอในช่วงกลางเดือน พ.ค.) ปัจจุบันมีมาตรการแก้ไขปัญหานี้ด้วยการสูบน้ำจากอ่างฯบริเวณใกล้เคียง, แม่น้ำบางปะกง, คลองวังโตนด จ. จันทบุรี เข้าพื้นที่ จ. ระยอง ซึ่งน่าจะช่วยให้ผ่านสถานการณ์นี้ตลอดฤดูแล้งไปได้

ผลกระทบ : ด้วยสถานการณ์เช่นนี้น่าจะกระทบต่อปริมาณผลิตไฟฟ้าและไอน้ำของ GPSC ในช่วงไตรมาส 1 – 2/63 ให้ลดลงอยู่บ้าง เนื่องจากมีปริมาณน้ำเข้าสู่กระบวนการผลิตลดลง และอาจรุนแรงมากกว่าคาด จะเป็นประเด็นหลักกดดันใน 3 เดือนข้างหน้า เป็น Downside risk ต่อประมาณการกำไรในปีนี้

แหล่งที่มา efinancethai